พระปิยมหาราช ทรงเป็นกวีเอก อีกพระองค์หนึ่ง

ชึ่งมีผลงานพระราชนิพนธ์ ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง
• ประเภทร้อยแก้ว
- พระราชพิธีสิบสองเดือน
- ไกลบ้าน
- พระราชวิจารณ์

• ประเภทกวีนิพนธ์ ( ร้อยกรอง )
- ลิลิตนิทราชาคริต
- บทละครเรื่องเงาะป่า
- โคลงสุภาษิต
- สุภาษิตนฤทุมนาการ
- นิราศพระแท่นดงรัง
- กาพย์เห่เรือ และเห่ชมนก เห่ชมนาง

• โคลงสุภาษิต บทพระราชนิพนธ์ ของพระองค์ ๏ ฝูงชนกำเนิดคล้าย
ใหญ่ย่อมเพศผิวพรรณ
ความรู้อาจเรียนทัน
เว้นแต่ชั่วดีกระด้าง คลึงกัน
แผกบ้าง กันหมด
ห่อนแก้ฤๅไหว


พระราชนิพนธ์โคลงและฉันท์ของ ร.๕

          เพื่อ ขอลาสู่สวรรคต ในปี พ.ศ. ๒๔๓๖(วันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๓๙๖ - วันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓)
ในช่วงเวลาที่ผู้แทนสยามจำต้องลงนามในหนังสือสัญญากับฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ร.ศ. ๑๑๒ โดยสยามจำยินยอมเสียสละกรรมสิทธิ์ทั้งสิ้นทั่วไปในดินแดน ณ ฝั่งซ้ายฟากตะวันออกของแม่น้ำโขง แลในบรรดาเกาะทั้งหลายในแม่น้ำนั้น ยังผลให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องเสียพระราชหฤทัยเป็นอันมาก ทรงล้มเจ็บประชวรจนไม่ยอมเสวยพระโอสถ ในขณะประชวรเวลาที่ฟื้นพระองค์เป็นคราวๆ ปรากฏว่าคราวหนึ่งได้ทรง พระราชนิพนธ์โคลงสี่สุภาพ และอินทรวิเชียรฉันท์ แสดงถึงความโศกเศร้าพระราชหฤทัยจนขอลาสู่สวรรคต และได้ทรงส่งโคลงและฉันท์นี้ไปลาเจ้านายพี่น้องที่ใกล้ชิด ดังมีข้อความถัดไปนี้

โคลงสี่สุภาพ
" เจ็บนานหนักอกผู้ บริรักษ์ ปวงแฮ
คิดใคร่ลาลานทัก ปลดเปลื้อง
ความเหนื่อยแห่งสูจัก พลันเสื่อม
ตูจะสู่ภพเบื้อง น่านั้นพลันเขษม

เป็นฝีสามยอดแล้ว ยังราย ส่านอ
ปวดเจ็บใครจักหมาย เชื่อรู้
ใช่เป็นแต่ส่วนกาย เศียรกลัด กลุ้มแฮ
ใครต่อเป็นจึ่งผู้ นั่นนั้นเห็นจริง

ตะปูดอกใหญ่ตรึ้ง บาทา อยู่เฮย
จึงบ่อาจลีลา คล่องได้
เชิญผู้ที่เมตตา แก่สัตว์ ปวงแฮ
ชักตะปูนี้ให้ ส่งข้าอันขยม

ชีวิตมนุษย์นี้ เปลี่ยนแปลง จริงนอ
ทุกข์และสุขพลิกแพลง มากครั้ง
โบราณท่านจึงแสดง เป็นเยี่ยง อย่างนา
ชั่วนับเจ็ดทีทั้ง เจ็ดข้างฝ่ายดี

เป็นเด็กมีสุขคล้าย ดิรฉาน
รู้สุขรู้ทุกข์หาญ ขลาดด้วย
ละอย่างละอย่างพาล หย่อนเพราะ เผลอแฮ
คล้ายกับผู้จวนม้วย ชีพสิ้นสติสูญ

ฉันไปปะเด็กห้า หกคน
โกนเกศนุ่งขาวยล เคลิบเคลิ้ม
ถามเขาว่าเป็นคน เชิญเครื่อง
ไปที่หอศพเริ้ม ริกเร้าเหงาใจ

กล้วยเผาเหลืองแก่ก้ำ เกินพระ ลักษณ์นา
แรกก็ออกอร่อยจะ ใคร่กล้ำ
นานวันยิ่งเครอะคระ กลืนยาก
ทนจ่อซ่อมจิ้มจ้ำ แดกสิ้นสุดใบ"

(ยังมีต่อด้วย อินทรวิเชียรฉันท์ ที่หน้า ๒)


(พระบรมฉายาลักษณ์ เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๐๗)
อินทรวิเชียรฉันท์
" เจ็บนานนึกหน่ายนิตย์ มะนะเรื่องบำรุงกาย
ส่วนจิตต์บมิสบาย ศิระกลุ้มอุราตรึง
แม้หายก็พลันยาก จะลำบากฤทัยพึง
ตริแต่จะถูกรึง อุระรัดและอัตรา
กลัวเป็นทวิราช บตริป้องอยุธยา
เสียเมืองจึงนินทา บละเว้นฤว่างวาย
คิดใดจะเกี่ยงแก้ ก็บพบซึ่งเงื่อนสาย
สบหน้ามนุษย์อาย จึงจะอุดและเลยสูญ"

ขณะนั้นสมเด็จพระนางเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวีได้ทรงห้อมล้อมพระองค์ท่านอยู่ เมื่อได้ทราบข้อความ ก็ได้ทรงพระนิพนธ์โคลงสี่สุภาพ ทูลเกล้าฯ ถวายสนองตอบ ดังนี้:-

สมเด็จพระนางเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี
(๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๐๔ - ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๐) โคลงสี่สุภาพ
"สรวมชีพข้าบาทผู้ ภักดี
พระราชเทวีทรง สฤษฎ์ให้
สุขุมาลมารศรี เสนอยศ นี้นา
ขอกราบทูลท่านไท้ ธิราชเจ้าจอมสยาม

ประชวรหนักอกข้า ทั้งหลาย ยิ่งแล
ทุกทิวาวันบวาย คิดแก้
สิ่งใดซึ่งจักมลาย พระโรค เร็วแฮ
สุดยากเท่าใดแม้ มากม้วยควรแสวง

หนักแรงกายเจ็บเพี้ยง เท่าใด ก็ดี
ยังบหย่อนหฤทัย สักน้อย
แม้พระจะด่วนไกล ข้าบาท ปวงแฮ
อกจะพองหนองย้อย ทั่วหน้าสนมนาง"

แต่ปวงข้าทูลละอองธุลีพระบาทต่างยังจงรักภักดี ยอมถวายชีวิตไว้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทอย่างพร้อมเพรียง จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กลับฟื้นพระองค์เสวยพระโอสถ คลายจากพระโรค ได้เสด็จกลับมาปฏิบัติพระราชภารกิจอย่างเข้มแข็งตามเดิม.