พระราชกรณียกิจ

          ทรงเริ่มพัฒนาประเทศตามแนวตะวันตก ทรงริเริ่มสิ่ง ใหม่ๆ หลายสิ่งในรัชสมัยของพระองค์ เช่น ด้านการปกครอง รถไฟ ไฟฟ้า เลิกทาส ไปรษณีย์ การศึกษา ฯลฯ ไทยเป็นดินแดนกันชนระหว่างมหาอำนาจ คืออังกฤษและฝรั่งเศส ต้องเสียดินแดนมากมายให้กับมหาอำนาจทั้งสองเพื่อเลก เปลี่ยนกับสิทธิทางศาลและกฎหมายในสมัย ร. ๕
ในปี ค.ศ. 1877 คุณพ่อกอลมเบต์ (Colombet) บาทหลวงคณะ MEP (มิซซังต่างประเทศ) ชาวฝรั่งเศสผู้เป็นเจ้าอาวาส วัดอัสสัมชัญบางรักได้เปิดโรงเรียนไทย-ฝรั่งเศสขึ้นเพื่อสอนเด็กกำพร้าที่วัดอัสสัมชัญ และในปี ค.ศ. 1879 ได้เปิดแผนกภาษาอังกฤษ โดยมีเด็กมาเรียน ๑๐ กว่าคน

           ต่อมาในปี ค.ศ. 1885 ท่านจึงได้เปิดโรงเรียนอัสสัมชัญอย่างเป็นทางการโดยว่าจ้างครูชาวอังกฤษมาสอน มีเด็กมาเรียน ๓๓ คน ครูที่จ้างมารู้สึกผิดหวังแต่บาทหลวงให้กำลังใจให้ทำการสอนต่อไปทูตไทยที่ลอนดอนและปารีสได้ถวายหนังสือขอให้ทรงเปลี่ยน การปกครองเป็นประชาธิปไตยแด่ ร.๕ แต่พระองค์ท่านทรงเห็นว่าประชาชนยังไม่พร้อมจึงชะลอไว้ก่อน โดยทรงจัดให้มีสภาขึ้นเพื่อ ฝึกสอนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

           ในปี ค.ศ. 1888 บาทหลวงกอลอมเบต์ได้เปิดบ้านเด็กกำพร้าขึ้นที่วัดอัสสัมชัญ และในปี ค.ศ. 1901 โรงเรียนอัสสัมชัญมี นักเรียนประมาณ ๔๐๐ คน

           ค.ศ. 1897 ร.5 ทรงเสด็จประพาสยุโรปดูงานในประเทศต่างๆ เป็นเวลาหลายเดือนในปี ค.ศ. 1901 คณพ่อกอลมเบต์กลับไปพักรักษาตัวที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงไปเยี่ยมโรงเรียนของคณะเยซูอิตที่ Rue Vaugirard ท่านได้พบกับภราดาเซนต์คาเบรียลองค์หนึ่งชื่อภราดา Aquilin ที่สอนอยู่ที่นั่น จึงมีโอกาสพูดคุยกันจนรู้จัก ภราดาคณะเซนต์คาเบรียล

           ต่อมาท่านได้ไปเยี่ยมอัคราธิการที่แซงต์โลรังต์ ซัว แซฟร์ เชิญชวนให้ส่งภราดามาสอนเรียนในเมืองไทย ภราดาอัคราธิการมาเซียล (Martial) ได้ตอบสนองโดยส่งภราดามาชุดแรก ๕ ท่าน เดินทางโดยทางเรือมาถึงกรุงเทพฯเมื่อ ๒๐ ตุลาคม ค.ศ. 1901 และวันที่ ๑๕ มกราคม ค.ศ. 1902 มีภราดาชุดที่สองมาสมทบอีก ๔ ท่าน บาทหลวงกอลมเบต์จึงมอบโรงเรียน ให้ภราดาดูแล

           โดยภราดาเข้ารับหน้าที่ในเดือนกุมภาพันธ์ 1902 การเรียนการสอนจะเปิดเทอมในตอนต้นเดือนกุมภาพันธ์และเรียนไป โดยไม่หยุดจนถึงวันที่ ๒๑ ธันวาคม ชั้นเรียนถูกแบ่งเป็นระดับประถม ๔ ชั้นและระดับมัธยม ๖ ชั้น
ภราดามาร์ติน เดอ ตูร์(Martin-de-Tours) ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการเพราะท่านเป็นผู้อาวุโสที่สุดของกลุ่ม ท่านอายุสามสิบ กว่าปีพูดได้แต่ภาษาฝรั่งเศส

           เนื่องจากอายุมากแล้วจึงเรียนภาษาอื่นๆ อย่างลำบาก ท่านมีความสามารถพิเศษทางด้านก่อสร้าง
ภราดา ฟ. ฮีแลร์ (Hilaire) ขณะที่มาเมืองไทยอายุเพียง ๒๐ปี สนใจภาษาไทยและได้ร่ำเรียนจนแตกฉาน ท่านได้แต่งหนังสือ ดรุณศึกษาเพื่อสอนเด็กไทยโดยตีพิมพ์ครั้งแรกในค.ศ. 1910 และตีพิมพ์ออกมาอีกหลายครั้ง ท่านได้ขอเปลี่ยนชื่อโรงเรียนจาก “อาซมซาน” เป็น “อัสสัมชัญ” ใน ค.ศ. 1911 ท่านได้เขียนบทความภาษาไทยตีพิมพ์ในหนังสืออัสสัมชัญอุโฆษสมัยรายสามเดือน โดยเล่มแรกตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1913 ท่านเป็นปรมาจารย์ทางภาษาไทยเพราะท่านสนใจใฝ่รู้ปรึกษากับปราชญ์ของไทยเสมอๆ ท่านไม่เคยเป็นอธิการโรงเรียนแต่เป็นครูฝ่ายปกครองและประจำอยู่แต่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญบางรักจนสิ้นชีวิต

           ทางคณะที่ฝรั่งเศสยังคงส่งภราดามาสนับสนุนมาอย่างสม่ำเสมอเป็นรุ่นๆ ภราดาหลายท่านที่มาเมืองไทยในช่วงต้นศตวรรษ เสียชีวิตตั้งแต่ยังหนุ่ม เนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ หลายคนต้องกลับไปรักษาตัวที่ยุโรป บางคนกลับไปสิ้นใจที่นั่น เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะอากาศและอาหารการกินที่นี่แตกต่างกับทางยุโรปมากจนมีคำกล่าวกันว่า “มาอยู่เมืองไทย ๑ ปีต้องคิดอายุเป็น ๒ ปี”
ในปี ค.ศ. 1911 ทางคณะสงฆ์ของมิซซังกรุงเทพฯ ได้ขอให้ภราดาไปช่วยดูแลโรงเรียนเซนต์แมรี่ที่จันทบุรี เมื่อภราดา ไปถึงท่านเจ้าอาวาสที่นั่นไม่พอใจเพราะไม่ได้รับการปรึกษาก่อน จึงเกิดการปีนเกลียวกับฝ่ายภราดาเรื่อยมา ท้ายที่สุดภราดาจึง ถอนตัวเมื่อสองปีให้หลัง

           ในปี ค.ศ. 1912 ภราดาฮูเบิร์ต (Hubert) เปิดสอนพิมพ์ดีดขึ้นที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ประเทศไทยทำการค้าเพิ่มขึ้น จึงมีความต้องการผู้มีความสามารถในด้านเสมียนมากขึ้น ภราดาตอบสนองต่อความต้องการของสังคมไทยที่กำลังพัฒนาขึ้น อย่างรวดเร็วโดยเปิดสอนพิมพ์ดีดและในปี 1921 เปิดสอนวิชาชวเลขเพิ่มขึ้น

           ระหว่าง ค.ศ. 1901-13 ภราดาฝรั่งเศสมาประเทศไทยรวม ๒๙ องค์ หลังจากนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จำนวนภราดาในฝรั่งเศสลดลงเพราะบรรดาภราดาถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร บางท่านสิ้นใจในสงคราม หลายรายไม่กลับมาเป็นภราดาอีก หลังสงครามจึงไม่มีภราดาชาวฝรั่งเศสเข้ามาในไทยอยู่ช่วงหนึ่ง

           ระหว่าง ค.ศ. 1920-37 ภราดาชาวสเปนถูกส่งมาไทย ๒๙ องค์ จากนั้นภราดาจากสเปนก็หมดลงอีกเพราะสงครามกลางเมืองคร่าชีวิตภราดาในสเปนไป ๔๙ องค์จนเกือบสิ้นแขวงสเปน

           ในปี ค.ศ. 1920 เปิดโรงเรียนเซนต์คาเบรียลขึ้นที่อำเภอดุสิต ถนนสามเสน สาเหตุเพราะมีเด็กมาสมัครเข้าโรงเรียน อัสสัมชัญบางรักมากเกินไป ภราดาจึงขยายสาขามาที่นี่ นอกจากนี้ยังเป็นเพราะมีภราดาจากแขวงสเปนมาช่วยด้วย โรงเรียนเซนต์ปอลแปดริ้วก็เปิดขึ้นในปีเดียวกันนี้เช่นกัน โรงเรียนนี้ตั้งอยู่คนละฝั่งกับเมืองแปดริ้ว (จ.ว.ฉะเชิงเทรา)

           ในหมู่บ้านคาทอลิก เด็กนักเรียนไม่เพิ่มจำนวนนัก ต้องรอจนภราดาลูโดวิโก มารีอา(Ludovico Maria) มาประจำและเริ่มวงดุริยางค์และกลุ่มนักขับร้อง เด็กจึงเพิ่มจำนวนขึ้น เพื่อความเหมาะสมในด้านการปกครองในหมู่ภราดา ผู้ใหญ่ที่ศูนย์กลางคณะได้ตั้งให้เป็น “ดิสตริกไทย” (แขวงย่อยไทย) เนื่องจากมีบ้านและจำนวนนักบวชเพิ่มขึ้น และมีเจ้าคณะแขวงย่อยปกครองโดยขึ้นกับเจ้าคณะแขวงที่ฝรั่งเศสอีกขั้นหนึ่ง